วันที่ 20 เมษายน 2554
นอนหลับกันเต็มอิ่มกับที่นอนอันแสนสบาย แถมนอนคนเดียวอีกต่างหาก ฮ่าๆ ก็ได้เวลาตื่นกันซะที พอดียังไม่ถึงเวลาอาหารเช้า ก็เลยเดินในเมืองไปรอบๆเก็บบรรยากาศของบ้านเรือนในยามเช้ากันหน่อย สีสันยามเช้านี้ดูแจ่ม สดใสจริงๆ แต่ถึงแม้จะเป็นยามเช้า ผู้คนในเมืองนี้ก็ยังไม่ค่อยพลุกพล่านอยู่ดี และพอประมาณแปดโมงก็ได้เวลาอาหารเช้าแล้ว พอมาถึงห้องอาหารก็พบกับความประทับใจกับห้องอาหารที่นี่กับบรรยากาศการจัดแต่งห้องอาหารที่นี่ ดูเล็กๆน่ารักตามสไตล์ยุโรปขนานแท้ ถึงแม้ว่าอาหารมื้อนี้จะน้อยไปหน่อย เพราะว่าไม่ใช่สไตล์บุฟเฟ่ต์และไม่มีเติมไม่อั้น แต่ก็อิ่มกับบรรยากาศความอบอุ่นของห้องอาหารที่นี่จริงๆ แถมเค้ายังเลี้ยงแมวน่ารักๆไว้หลายตัวเลย จึงเป็นตัวเอกของโรงแรมนี้ไปโดยปริยาย
หม่ำอาหารเช้าแล้ว ก็จัดแจงโยกย้ายชาวคณะไปยังจุดหมายต่อไปของการเดินทาง นั่นคือ Kutna Hora เป็นอีกหนึ่งในเมืองมรดกโลกของเช็ก เป็นเมืองเก่าแก่ของแคว้นโบฮีเมีย (Bohemia) มีสถานที่สำคัญๆมากมายรอให้ชาวคณะได้ไปเยี่ยมชมกันอยู่ โดยจุดหมายแรกที่เราจะไปแวะชมคือโบสถ์ St. Barbara โบสถ์สไตล์ Gothic ที่ได้รับให้เป็นมรดกโลกด้วย เป็นโบสถ์เก่าแก่โบสถ์หนึ่งที่ทั้งภายนอกและภายในสวยมาก ภายนอกรูปทรงแปลกตาดี เป็นยอดแหลมๆมากมาย ส่วนภายในก็มีทั้ง Stained Glass สวยๆ และรูปวาดตามฝาผนังโบสถ์สวยงามมากมาย แต่เสียดายที่คนสมัยก่อนไม่สามารถวาดให้เสร็จได้ จึงทำให้มีภาพวาดปรากฎอยู่แค่เพียงบางส่วนของโบสถ์เท่านั้น นี่ถ้าเค้าสามารถวาดได้จนเสร็จนี่คงจะเป็นความงดงามอลังการอย่างหนึ่งของโบสถ์นี้เลยก็เป็นได้
เสร็จจากการเดินชมโบสถ์ St. Barbara และบริเวณโดยรอบแล้ว ก็เดินต่อไปอีกภายในเมืองเพื่อชมจุดท่องเที่ยวอื่นๆภายในเมือง Kutna Hora กัน ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์ St. James, โบสถ์ ST. JOHN OF NEPOMUK, PLAGUE COLUMN, STONE HOUSE, น้ำพุหิน (แต่เสียดายที่ตอนมาเค้ากำลังปิดปรับปรุง) ซึ่งถ้าจะให้เดินชมทั่วเมือง Kutna Hora จริงๆคงต้องใช้เวลาทั้งวันเป็นอย่างน้อยถึงจะสามารถเก็บความงามทุกจุดของเมืองนี้ได้หมด แต่เนื่องด้วยเวลาของเรามีไม่มาก จึงสามารถทำได้แค่เดินแวะชมตามจุดหลักๆเท่านั้นเอง แต่จุดต่างๆที่เราได้ไปแวะชมนั้นก็ถือว่าเป็น highlight ของเมืองได้แล้วล่ะ แม้ว่าจะไม่ได้เข้าไปภายในของโบสถ์ต่างๆได้อย่างครบถ้วนก็ตาม
หลังจากนั้นเราก็นั่งรถต่อไปอีกซักพักหนึ่งก็จะมาถึง Sedlec เมืองเล็กๆติดกับ Kutna Hora เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อมากในเรื่องความแปลกของโบสถ์ที่นี่ ที่เค้าใช้โครงกระดูกของคนเป็นหมื่นคนในการตกแต่งภายในของโบสถ์แห่งนี้ อีกทั้งภายนอกยังเป็นสุสานของผู้เสียชีวิตอยู่ในบริเวณโดยรอบ ทำให้บรรยากาศของโบสถ์แห่งนี้ดูวังเวงน่ากลัวใช้ได้เลยทีเดียว แต่ไหนๆมาถึงแล้ว ไม่เข้าไปชมก็จะเป็นที่น่าเสียดายแม้ว่าจะปีชงก็ตาม จัดแจงซื้อตั๋วเข้าชมแล้วก็เข้าไปภายใน บรรยากาศภายในเย็นยะเยือกมาก มีโครงกระดูกคนตายมากมายประดับประดาอยู่ทั่วเลย แม้ว่าภายในจะเล็กๆแต่อัดแน่นไปด้วยโครงกระดูกคนตายอยู่มากมาย ที่สะดุดตาที่สุดคือ Chandelier ที่ทำด้วยกระดูกทั้งหมด ทำได้อย่างสวยงามบวกหลอนๆไปในขณะเดียวกัน และก็มีตราประจำตระกูล Schwarzenberg ที่ทำจากโครงกระดูกเช่นกัน ดูขลังมาก ถือว่าคุ้มมากกับการได้มาเห็นสิ่งแปลกๆที่ไม่น่าจะมีที่ไหนทำแบบนี้อีกแล้วล่ะมั้ง
ผ่านจากความวังเวงของ Sedlec แล้ว ก็นั่งรถกันต่อไปอีก เพื่อไปเยี่ยมชมอีกหนึ่งปราสาทดังของเช็กกัน นั่นคือ Kalstejn ปราสาทที่อยู่บนยอดเขาเลย เป็นหนึ่งในหลายๆปราสาทของเช็กที่นักท่องเที่ยวชอบมาเที่ยวที่นี่กัน ซึ่งปราสาทนี้เป็นปราสาทสไตล์ Gothic ขนาดใหญ่ เป็นที่เก็บทรัพย์สมบัติมีค่าของราชวงศ์ การเดินทางไปยังปราสาท Kalstejn นั้นต้องเดินขึ้นเขากันหลายกิโลเลยทีเดียว แต่ดีตรงที่ว่าสองข้างทางนั้นมีของขายมากมาย เป็นซอยละลายทรัพย์เลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะของกินของที่ระลึกต่างๆ เรียกเงินจากชาวคณะและเราไปได้หลายเลยทีเดียว แต่ว่าพอไปถึงตัวปราสาท เราก็ได้แค่ยืนถ่ายรูปแค่ตรงด้านนอก เพราะว่าไม่ได้เข้าไปด้านในอีกเช่นเคย จากนั้นก็เดินลงเขากลับมาไปยังรถเพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองต่อไปคือ Karlovy Vary เมืองแห่งน้ำแร่สปาอันดับหนึ่งของเช็กนั่นเอง
มาถึง Karlovy Vary ก็ค่ำแล้ว พอถึงก็จัดแจงนำสัมภาระเข้าเก็บที่ห้องที่โรงแรม Hotel Romania (ถ้าจำไม่ผิด) ดีที่โรงแรมนี้มีลิฟต์ จึงไม่ลำบากในการขนสัมภาระขึ้นชั้นบน แต่ลิฟต์ที่นี่เท่มาก ออกแนวๆโบราณๆดีแท้ มีประตูไม่อัตโนมัติด้วยอะ ปกติเคยเห็นแต่ลิฟต์ที่ประตูเปิดเองอัตโนมัติ แต่ที่นี่มีกลอนประตูลิฟต์ด้วย ฮ่าๆ
จัดแจงเก็บข้าวของแล้ว ก็ลงมาเดินเล่นรอบเมืองชมบรรยากาศ Karlovy Vary ยามค่ำคืน เมืองนี้ดูเป็นเมืองไฮโซมากจากที่ได้เห็นตึกราบ้านช่อง และโรงแรมต่างๆออกแบบอย่างหรูหรามาก และมีโรงแรมไฮโซสุดหรูชื่อว่า Pupp Hotel ที่เก่าแก่ที่สุดอยู่ที่เมืองนี้นั่นเอง เดินวนชมความไฮโซของเมืองนี้ยามค่ำคืนกันพอประมาณ ก็หิวแล้ว จึงแวะหาอะไรหม่ำกันก่อนนอน ก็ได้มาแวะที่ร้านอาหารใกล้ๆโรงแรม Paradiso สั่งอาหารกันอย่างเต็มคราบมาก กินกันจนแน่นท้องสุดๆ เคล้ากับเสียงเพลงของนักร้อง (แต่ฟังไม่รู้เรื่อง เพราะไม่รู้ว่าร้องเป็นภาษาอะไร ฮ่าๆ) และไวโอลิน ไฮโซจริงๆ ก่อนที่จะกลับโรงแรมไปกินสตรอเบอรี่ยักษ์หวานอร่อยที่แวะซื้อระหว่างทางมายัง Karlovy Vary นี่ล่ะ ลูกใหญ่มากมายและหวานด้วย กินอิ่มนอนหลับกันอย่างมีความสุข























































































































































































































































































































































































































































































































































